ผู้ป่วยหญิงไทยคู่ อายุ 30 ปี กำลังตั้งครรภ์ มารับการรักษาที่โรงพยาบาล แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรค Fever of unknown origin ได้รับคำสั่งใช้ยาดังนี้
Amoxicillin 500 mg 1*3 oral pc # 20 capsules
Paracetamol 500 mg 1*prn # 20 tab
Oseltamivir 75 mg 1*2 oral pc # 10 capsules
หลังจากส่งมอบยา ผู้ป่วยมีความวิตกกังวล จึงสอบถามถึงความปลอดภัยของยา Oseltamivir หากกินยานี้แล้วจะเป็นอันตรายต่อลูกในท้องหรือไม่ ?
ขอไม่กินได้ไหม ?
1. ยา Oseltamivir จัดเป็น Pregnancy Category C ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอว่าปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์หรือไม่ การเลือกใช้ยาควรชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดกับผู้ป่วย
2. ได้ เป็นสิทธิของผู้ป่วย // และได้แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมให้ผู้ป่วยทราบว่ายาที่ได้ไป มียาลดไข้ ยาปฏิชีวนะสำหรับต้านเชื้อแบคทีเรีย และยา Oseltamivir สำหรับต้านเชื้อไวรัส
เพิ่มเติม : คำเตือนสำคัญ
FDA สหรัฐยินยอมให้มีการอนุมัติยา Oseltamivir อย่างเร่งด่วนสำหรับรักษาหรือป้องกันเชื้อไวรัสสายพันธุ์ 2009 หรือ H1N1 หรือหวัดหมู สามารถใช้ได้ในเด็ก (ทั้งในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี) และผู้ใหญ่ได้
วิธีการใช้
ยา Oseltamivir อยู่ในรูปแบบแคปซูลหรือ suspension ในกรณีรักษาไข้หวัดใหญ่ ให้กินยานี้วันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น) เป็นเวลา 5 วัน แต่ในการป้องกันโรคนี้ควรกินวันละ 1 ครั้งเป็นเวลาอย่างน้อย 10 วัน หรือจนถึง 6 สัปดาห์ในระหว่างที่มีการแพร่ระบาดในชุมชน สามารถกินได้ทั้งตอนท้องว่าง (ก่อนอาหาร) หรือพร้อมหรือหลังอาหาร แต่การกินพร้อมกับอาหารหรือนมจะช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์ต่อระบบทางเดินอาหารได้ ห้ามกินเกินกว่าหรือน้อยกว่าที่แพทย์หรือเจ้าหน้าที่แนะนำ
หากเป็นผู้ป่วยเด็กหรือผู้ที่ไม่สะดวกที่จะรับประทานยาชนิดแคปซูลได้ แนะนำให้ใช้ยาแคปซูลมาเตรียมเป็นยาชนิดน้ำ โดยการแกะแคปซูลแล้วเทผงยาทั้งหมดลงในภาชนะที่เหมาะสม เช่น ถ้วยแก้วที่สะอาด จากนั้นเติมของเหลวที่มีความหวานลงไปเล็กน้อย อาจใช้ ช็อคโกแลตไซรัปชนิด sugar free หรืออื่น ๆ ก็ได้ คนให้เข้ากัน แล้วกินตามสัดส่วนที่เหมาะสม
ใช้ยานี้ต่อเนื่องจนครบคอร์สการรักษา แม้ว่าอาการที่เกิดขึ้นอาจหายหรือบรรเทาลงแล้วก็ตาม อย่าหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ หากผู้ป่วยหยุดยากะทันหันหรือกินยาบ้างไม่กินบ้าง จะทำให้ไม่สามารถรักษาได้เต็มที่ อย่างไรก็ตาม หากมีอาการผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้นให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที
สิ่งที่ต้องปฏิบัติก่อนใช้ยานี้
- แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรหากท่านมีประวัติแพ้ยานี้หรือยาอื่น ๆ
- แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรว่าขณะนี้ท่านกำลังได้รับยาอื่นใดหรือไม่ ทั้งที่รับจากโรงพยาบาลหรือจากการซื้อ ยาวิตามิน หรืออาหารเสริม หรือยาสมุนไพรใด ๆ ให้แจ้งแพทย์ทราบทุกครั้ง ยาที่มีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เช่น azathioprine, cyclosporine, ยา chemotherapy เช่น MTX, Sirolimus ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน เช่น Dexamethasone, methylprednisolone หรือ prednisolone ซึ่งแพทย์อาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนขนาดยาหรือเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดมากขึ้น
- แจ้งแพทย์ทราบหากท่านเคยใช้ยานี้รักษาหรือป้องกันไข้หวัดใหญ่มาก่อน
- แจ้งแพทย์ทราบหากท่านมีภาวะหรือโรคที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน เช่น HIV หรือ AIDs หรือ โรคเกี่ยวกับหัวใจ ตับ ปอด และไต
- แจ้งแพทย์ทุกครั้งหากกำลังตั้งครรภ์ หรือมีการวางแผนจะตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร (ยานี้จัดเป็น Pregnancy Category C สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอว่าปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์หรือไม่ การเลือกใช้ยาควรชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดกับผู้ป่วย และในส่วนหญิงให้นมบุตรนั้น ขณะนี้ AAP หรือสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกายังไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าใช้ได้หรือไม่ได้อย่างไร แต่มีข้อมูลค่อนข้างจำกัดที่ระบุว่ายา oseltamivir และ active metabolite ของมันขับผ่านน้ำนมได้น้อยมาก ขนาดยา 150 mg ต่อวัน จะพบยาในน้ำนมเพียงเล็กน้อยและคาดว่าไม่เป็นปัญหาต่อทารกที่กำลังกินนมแม่ โดยเฉพาะทารกที่มีอายุเกินกว่า 2 เดือนไปแล้ว ส่วนทารกที่มีอายุมากกว่า 1 ปีแล้วนั้นสามารถรับยานี้ในขนาดที่สูงกว่าที่ยาสามารถซึมผ่านน้ำนมแม่ได้มากกว่าอยู่แล้ว ( http://www.safefetus.com , http://www.lactmed.com)
- ท่านควรทราบว่า หากกินยานี้แล้ว ท่านอาจมีปัญหาสับสน มีพฤติกรรมแปลก ๆ กังวล ฝันร้าย หลอนประสาท (เช่นได้ยินเสียงแปลก ทั้งที่ไม่มี) เป็นต้น อาการเหล่านี้มักเจอในเด็ก แต่ในผู้ใหญ่เองก็เกิดได้ และมักเป็นอาการที่เกินแบบทันทีทันใดหลังกินยานี้ ผู้ปกครองควรสังเกตพฤติกรรมของเด็กที่กินยาอย่างใกล้ชิด
- แจ้งแพทย์หากว่าท่านต้องได้รับการให้วัคซีนหวัดใหญ่ประจำปี ยา oseltamivir ไม่สามารถแทนที่การให้วัคซีนหวัดใหญ่ประจำปีได้ หากมี plan จะได้รับวัคซีนหวัดใหญ่แบบพ่นจมูก (ตัวเป็น) ควรแจ้งแพทย์ก่อนได้รับยานี้ เพราะยานี้จะทำให้วัคซีนชนิดดังกล่าวมีประสิทธิภาพน้อยลงหากได้รับภายใน 2 สัปดาห์แรกหลังกินยา หรือได้รับยานี้ 48 ชั่วโมงก่อนให้วัคซีนชนิดพ่น (วัคซีนหวัดใหญ่ชนิดพ่นเป็นวัคซีนตัวเป็น คนละตัวกับวัคซีนหวัดใหญ่ชนิดฉีด)
- หากลืมกินยาในมื้อใด ให้กินทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากนึกได้ตอนจะกินมื้อต่อไปภายในอีก 2 ชั่วโมง ให้ข้ามมื้อที่ลืมนั้นและกินมื้ออื่น ๆ ตามปกติ และหากลืมกินยาบ่อยเกินไป ควรปรึกษาแพทย์ทันที และไม่ควรกินยาแบบ double dose หรือกินยาเบิ้ลเอายาที่ลืมมากินในมื้อถัดไป
อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น
- คลื่นไส้
- อาเจียน
- ปวดท้อง
- ท้องเสีย
- ปวดศีรษะ
หากเกิดอาการเหล่านี้ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบทุกครั้ง
อาการข้างเคียงที่อาจเกิดและรุนแรง ซึ่งหากเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นต้องแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบทันที
- ผื่นคัน ผื่นลมพิษ หรือแผลพุพอง
- ใบหน้าหรือลิ้นบวม
- หายใจลำบาก หรือกลืนลำบาก
- เสียงแหบ
- พฤติกรรมเปลี่ยน เกิดพฤติกรรมแปลก ๆ ทั้งที่ไม่เคยเกิดขึ้น
การเก็บรักษายานี้
- เก็บให้ห่างจากมือเด็ก
- เก็บยาแคปซูลในที่ที่มีอุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงจากความร้อนหรือความชื้นมากเกินไป อย่าเก็บในห้องน้ำ
- ยาชนิด suspension ควรเก็บในตู้เย็น แต่ไม่ควรใส่ในช่องแช่แข็ง ยาที่เหลือใช้ไม่หมดหลังเปิดไปแล้ว 10 วันควรทิ้งไป ทิ้งยาที่หมดอายุเสีย
คำแนะนำอื่น ๆ ที่ควรทราบ
- ยา Oseltamivir ไม่สามารถหยุดยั้งการแพร่เชื้อหวัดใหญ่จากบุคคลหนึ่งสู่อีกบุคคลได้ ดังนั้นควรต้องล้างมือให้บ่อยครั้ง ห้ามใช้ภาชนะร่วมกันเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อระหว่างกัน
- อย่าให้คนอื่นใช้ยาของคุณ และตามปกติแล้วนั้นมักไม่จำเป็นต้องให้ยาเพิ่มเติมในลักษณะการ refill ยา ดังนั้นหากท่านกินยาจนครบคอร์สแล้วยังมีอาการหวัดใหญ่อยู่ ควรปรึกษาแพทย์
เอกสารอ้างอิง
- MedlinePlus : http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/druginfo/meds/a699040.html
- http://www.rxlist.com/tamiflu-drug.htm
Very nice site! [url=http://aixopey.com/qqasvt/2.html]is it yours too[/url]
Very nice site! is it yours too
Very nice site! [url=http://apxoiey.com/aoxvsx/2.html]is it yours too[/url]
ตั้งครรภ์ได้5 สัปดาห์แต่ไม่ทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ ไปรับการฉีดวัคซีนไข้หวัด2010จะมีผลอะไรกับเด็กในครรภ์หรือไม่
สวัสดีค่ะคุณจันทรา มิทิน
วัคซีนไข้หวัด H1N1 ที่มีการรณรงค์ในช่วงนี้นั้น มีสายพันธ์ประจำฤดูเป็นสายพันธ์เดียวกันที่เคยรณรงค์ให้ฉีดกันในช่วงก่อนพฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา หากใครที่ฉีดช่วงนั้นด้วยจะยิ่งได้ประโยชน์กว่า เนื่องจากเป็นการกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันต่อไข้หวัดตามฤดูกาลขึ้นสูงกว่าคนที่ไม่ได้ฉีด
ในแง่ของความปลอดภัยนั้นต่อทารกในครรภ์นั้น
- ในต่างประเทศ เช่น ฝรั่งเศส อเมริกา อิตาลี เป็นต้น ไม่พบปัญหาความปลอดภัยในหญิงมีครรภ์ อาการข้างเคียงที่เกิดภายหลังได้รับวัคซีนตรงกับที่คาดการณ์ไว้โดยอาศัยข้อมูลของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลและมีอัตราการเกิดอาการข้างเคียงไม่สูงเกินกว่าในภาวะปกติ (Background rate) เช่นในฮ่องกงมีรายงานการเกิดทารกตายคลอดในการรณรงค์การให้วัคซีนชนิดนี้ร้อยละ 0.2 (อัตราทารกตายคลอดปกติร้อยละ 03.-0.5, http://www.news.gov.hk. Accessed 25 Jan 2010)
- ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553 ถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 53 มีประชาชนได้รับวัคซีนทั้งสิ้น 180,284 ราย (http://h1n1.ddc.moph.go.th/web/download/pdf/report/H1N1VaccineReport12022010-1.pdf)
มีรายงานอาการไม่ร้ายแรง จำนวนทั้งสิ้น 61 ราย อาการร้ายแรง 16 ราย ได้แก่ facial palsy 2 ราย, Acute myocardial infarction 1 ราย, หญิงตั้งครรภ์ 13 ราย (Pulmonary hypertension with AGN 1 ราย, Dead fetus in Utero 7 ราย, Head injury 1 ราย, Anaphylaxis 1 ราย และ Abortion 3 ราย) และในกลุ่มอาการร้ายแรง คณะผู้เชี่ยวชาญพิจารณาอาการภายหลังได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้พิจารณาและสรุปผลว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จำนวน 1 ราย คือ หญิงตั้งครรภ์ อายุ 28 ปี ที่มีอาการ Anaphylaxis, อาการน่าจะเกี่ยวข้องกับวัคซีน 1 ราย จากการที่ผู้ป่วยมีการตอบสนอง ทางภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติภายหลังได้รับวัคซีน ซึ่งจะมีการติดตามผู้ป่วยรายนี้ไปจนผู้ป่วยคลอดบุตรและตรวจทางพยาธิวิทยาของรกเพิ่มเติม ไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน 9 ราย และรอนำเข้าพิจารณาในครั้งถัดไป 5 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 53)(http://www.aefithailand.com/UserFiles/files/Pandemic% 20vaccine%20AEFI%5B5%5D_9Feb10.pdf)
จากรายงานในประเทศสหรัฐอเมริกา (ข้อมูล ณ วันที่ 15 มกราคม 2553) และประเทศไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553) ในเรื่องอาการไม่พึงประสงค์ร้ายแรงภายหลังการได้รับวัคซีนชนิดนี้ พบว่าไม่มีความแตกต่างกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล
อ่านแล้วงงไหมคะ ?
โดยสรุปก็คือ ค่อนข้างปลอดภัย ถึงแม้จะไม่สามารถรับรองได้ร้อยเปอร์เซนต์ (จะว่าไปแล้วภาวะทารกในครรภ์เสียชีวิตนั้น มันมีได้จากหลายสาเหตุ) แต่เมื่อเทียบประโยชน์ที่จะได้รับแล้ว หญิงคั้งครรภ์ควรได้รับการฉีดวัคซีนนี้ค่ะ มีข้อแม้ว่า ว่าที่คุณแม่ท่านนั้นไม่แพ้วัคซีนหรือสารอื่นในวัคซีน
ฟังอย่างนี้คงสบายใจได้แล้วนะคะ